ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นหลากหลายภาคส่วนในสังคมไทยออกมารณรงค์เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและสุขภาวะทางจิตอย่างกว้างขวาง

สาเหตุของปรากฎการณ์นี้ก็ไม่พ้นการที่“คำผกา” หรือ ลักขณา ปันวิชัย พิธีกรฝีปากแซ่บที่มักถูกวิจารณ์ว่าถ้อยคำและท่าทีของเธอ “หยาบโลน ถ่อย เถื่อน” ได้ไปล้อเลียน ส.ส.สิริลภัส กองตระการ จากพรรคประชาชน ขณะขานชื่อ “นายอนุทิน” จากพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ในประเด็นที่ส.ส.ท่านนี้เป็นโรคซึมเศร้าและเคยร่ำไห้ในสภาระหว่างการอภิปรายเรื่องการขอเพิ่มงบประมาณและยกระดับสิทธิการรักษาของผู้ป่วยจิตเวช

หลังจากคลิปรีแอคชันของคำผกากลายเป็นไวรัล ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่นด่าการกระทำของเธอนับไม่ถ้วน พร้อมย้ำว่า “ปัญหาเรื่องสุขภาวะทางจิตนั้นมีความซีเรียส ไม่ควรนำมาใช้ล้อเลียน ดูถูก หรือบุลลีใคร” (อ้างอิงคลิปล้อเลียน การตอบกลับโดยผู้ถูกล้อเลียน และคำชี้แจงจากคำผกา โดยรายการเรื่องเล่าเช้านี้ https://www.youtube.com/watch?v=M6mdCmaRoQs)

เพียงแต่ประเด็นยังไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อส.ส.สิริลภัสออกมาโพสต์กระทบกระเทียบคำผกาใน X (หรือทวิตเตอร์) ใจความว่า คำผกา “น่าจะเข้าข่ายพวก Schizophrenia หรือจิตเภท” จนเป็นที่น่าฉงนว่า เหตุใดคนที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงทำพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่ตนรณรงค์ซะเอง ทั้งการวินิจฉัยโรคออนไลน์ที่แม้แต่จิตแพทย์ก็คงไม่กล้าทำ และการนำคุณลักษณะเชิงลบของโรคมาใช้แปะป้ายผู้อื่น

แม้ภายหลังส.ส.สิริลภัสจะออกมาลบข้อความนั้นไปพร้อมขอโทษ แต่เป็นเพราะ “ข้อมูลคลาดเคลื่อน/ไม่ถูกต้อง” เสียมากกว่า

ใน Facebook ส.ส.สิริลสภัสก็ได้ออกมายืดอกยอมรับอย่างกล้าหาญว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า และพูดถึงคุณูปการของคนที่ร่วม “รณรงค์กันแทบตายว่าอย่าตีตรา…” ที่ในอีกสองบรรทัดถัดมา เธอก็ได้เชิญชวนคนที่เธอวินิจฉัยออนไลน์พร้อมแปะป้ายว่าเป็นโรคทางจิตเภทอย่างคำผกาให้ “ลองไปประเมินภาวะตัวเองบ้าง…รัฐจะได้เก็บสถิติได้ว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเท่าไร” ท้ายที่สุดนี้ เธอยังฝากคำผกาไปอ่าน “หนังสือสมบัติผู้ดี” เพิ่มอีกสักเล่มสองเล่ม คงไม่ต้องสืบว่าช่องคอมเมนต์ล้นหลามไปด้วยกำลังใจจากเหล่าคนหัวก้าวหน้าที่เล็งเห็นความสำคัญเรื่อง “การไม่ตีตรา” ในประเด็นเรื่องสุขภาวะทางจิต

มาถึงตรงนี้ คงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันต้องยกหลักการต่างต่างนานามาอธิบายซ้ำซ้อนยืดยาวอีก และหวังว่าสังคมที่มี awareness ในเรื่องสุขภาวะทางจิตเพิ่มขึ้น จะใช้มาตรฐานเดียวกันนี้กับคนทุกกลุ่มโดย “ไม่เลือกปฏิบัติ” และ “ไม่เลือกเวลา” รวมถึง “ไม่เพิกเฉย” เมื่อเห็นคนบางกลุ่มโดนแปะป้ายเรื่องพวกนี้อีก

เช่น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดและวิกฤตบำบัดที่ใช้ความรู้เชิงการแพทย์มาวิเคราะห์เรื่อง “จิตวิทยานายแบกและนางแบก” ว่า การสนับสนุนพรรคที่ morally corrupted อย่างพรรคเพื่อไทยนั้นมีปัญหาอย่างไร แถมยังบอกอีกด้วยว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มนางแบก มาจาก “สมองส่วนหน้ายังไม่เจริญพอจะยั้งคิด” ที่เดือนกว่า ๆ ก่อนหน้าดราม่าปัจจุบัน สังคมหัวก้าวหน้ายังพากันแชร์คลิปมาขำขัน และหยิบยืมคำอธิบายทางการแพทย์สุดโก้นี้มาใช้ต่อ ๆ กัน

แต่ไม่เป็นไร เพราะนั่นมันเรื่องเมื่อเดือนก่อน ฉันเชื่อว่าหลังจากดราม่าล่าสุดผ่านไป สังคมต้องตระหนักรู้เรื่องการไม่ตีตราสภาวะทางจิตของคนอื่นมากขึ้นอย่างแน่นอน


ว่าด้วย “ความเคารพ” ต่อเพื่อนมนุษย์

มีคำถามที่ฉันคิดต่อไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ทางสังคมนี้อยู่สองข้อ

ข้อแรกคือ แท้จริงแล้วสังคมควรใช้วิจารณญาณแบบใดเรียนรู้ที่จะรู้จักเคารพผู้อื่น (โดยเฉพาะในประเด็นละเอียดอ่อน) ?

ซึ่ง “ความเคารพ” ในที่นี้ ไม่ใช่เคารพในสำนึกแบบไทย ๆ หรือในแบบวัฒนธรรมอำนาจนิยม ที่มักสงวนไว้ให้ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจบารมีมากกว่าเท่านั้น แต่เป็นความเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าคุณจะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน เด็กหรือเฒ่า เชื้อชาติศาสนาใด หรือชายขอบแค่ไหนก็ตาม

และข้อสองคือ ความเคารพนั้นควรจะต้องทำงานอย่างไร?

ตามข้อสังเกตในทัศนะของฉัน ความเคารพของสังคมไทยมักถูกสงวนไว้มอบให้เฉพาะคนที่ดูน่านับถือเท่านั้น เช่น คุณวางตัวและมีท่าทีอย่างไร มีมารยาทไหม สุภาพหรือหยาบคาย พูดจาดูมีการศึกษาหรือเปล่า รวมถึงที่ส.ส.สริลภัส กล่าวอ้างถึง “หนังสือสมบัติผู้ดี” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง (ซึ่งผู้อ่านสามารถกูเกิลหาดูได้ว่าใครและชนชั้นใดที่เป็นคนเริ่มกำหนดนิยามสมบัติผู้ดีเหล่านี้) ส่วนต่อคนชายขอบก็ดูจะเป็นการถูกมอบ “ความสงสาร” ให้ซะส่วนใหญ่ ส่วน “เอมพาธี” ก็มักถูกสงวนไว้ใช้แค่กับคนที่ทำตัวสมควรได้รับมันเท่านั้น

พาลให้ฉันนึกถึง “การเมืองว่าด้วยการเคารพนับถือ (Politics of Respectability)” ที่คนทำงานเกี่ยวกับเรื่องคนชายขอบและผู้ถูกกดขี่ รวมถึงผู้ที่ตั้งใจท้าทายบรรทัดฐานสังคมน่าจะคุ้นเคยกับคำนี้ดี เพราะแม้ว่ามันจะเป็นยุทธวิธีหนึ่งของการต่อสู้เพื่อนำเสนอไอเดียเข้าสู่พื้นที่สาธารณะผ่านการแสดงออกที่ดูสุภาพ นอบน้อม ดูไม่ก้าวร้าวตามบรรทัดฐานสังคมขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์จูงใจสังคมให้ฟังสิ่งที่ตนพูด แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ท้ายที่สุดแล้ว สังคมไม่ได้สนใจสาระสำคัญของเรื่องนั้น ๆ เท่า “ท่าที” ของผู้เรียกร้อง

ในที่นี้ จึงดูคล้ายว่าผู้เรียกร้องต้องไปร้องขอความเห็นใจจากสังคม หรือมอบอำนาจให้สังคมตัดสินว่า “ใครสมควรหรือไม่สมควรได้รับอะไร” หากผู้เรียกร้องมีท่าทีไม่เข้าตา หรือสังคมมองว่า “เรียกร้องมากไป” สังคมก็มักจะใช้วิธี tone policing หรือทำตัวเป็นผู้กุมความชอบธรรมในการบอกผู้เรียกร้องว่าควรปฏิบัติตัวด้วยท่าทีเช่นไร ไปจนถึงในบางครั้ง สังคมก็มองว่าการที่รัฐใช้ความรุนแรงกับผู้เรียกร้องหรือการที่สังคมรุมคว่ำบาตรนั้น “สมควรแล้ว”

เราจึงมักเห็นมูฟเมนท์ของคนรุ่นใหม่ คนหัวก้าวหน้า และผู้ถูกกดขี่ในหลากหลายประเทศต่อต้านการเมืองว่าด้วยการเคารพนับถือในลักษณะนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง (https://whk30.misa.org/rejecting-the-politics-of-respectability)

ประจวบเหมาะกับการที่ฉันไปเห็นบทความ “คนแปลกหน้าทางวัฒนธรรม” เขียนโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่มติชนสุดสัปดาห์รีรันซ้ำในวันที่คุณทักษิณ ชินวัตร ถูกตัดสินจำคุก (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_21518)

ฉันที่พยายามทำความเข้าใจนัยยะคำว่า “สมบัติผู้ดี” ที่ส.ส.สิรัลภัสกล่าวในสเตตัสของเธอ จึงขออ้างอิงเฉพาะส่วนนิยามคำว่า “ผู้ดี” ของบทความของนิธิ มองประกอบกับกระแสสังคมส่วนหนึ่งที่รังเกียจเดียดฉันท์ท่าทีและถ้อยคำหยาบโลนของคำผกามาช้านาน


สมบัติผู้ดี(ย์)

จากคำถามข้อที่สองของฉันที่มีข้อสังเกตว่า“เหตุใดความเคารพของสังคมไทยมักถูกสงวนไว้มอบให้เฉพาะคนที่ดูน่านับถือเท่านั้น” ฉันพบว่าหนึ่งในคุณสมบัติอันน่านับถือที่มักถูกกล่าวอ้างถึงอยู่เสมอ คือ “สมบัติผู้ดี” ทั้งยังถูกกล่าวถึงมากเป็นพิเศษในหมู่ชนชั้นกลางที่คิดว่า ตนมีการศึกษา รู้วิธีประพฤติปฏิบัติทางสังคมที่เป็นเครื่องแสดงถึงความนับหน้าถือตา ชื่อเสียง เกียรติ และฐานะ

ความตลกร้ายอย่างหนึ่งคือ ฉันมองว่า ไพร่แบบเรา ๆ ไม่ได้มี “สมบัติ” หรือ “เกียรติ” ในแบบที่ผู้ดีมีกันสักหน่อย น่าจะกล่าวได้ว่าเราพยายามเลียนแบบผู้ดีกันเสียมากกว่า แต่สมบัติผู้ดีในเชิงคุณค่าเหล่านี้ดูจะเป็นการทำงานในระดับจิตสำนึกของปัจเจกที่ “รู้สึกว่าตนเป็นอย่างผู้ดี”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมสำนึกทางชนชั้นของพวกไพร่ดูจะไม่เคยหลอมรวมกันได้ จากการนำคุณสมบัติแบบผู้ดีมาแบ่งแยกชนชั้นในหมู่ไพร่ด้วยกันเอง

แม้ว่าความย้อนแย้งของการพยายามรักษาสมบัติผู้ดีเหล่านี้จะมีมากมาย แต่ฉันขอยกมาเพียงบางตัวอย่าง เช่น ความอยากแสดงออกว่าตนมีรสนิยมที่ดี น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ในขณะเดียวกันก็เชิดชูความประหยัดมัธยัสถ์ รังเกียจอะไรที่ดูเป็นวัตถุนิยม และดูจะเคย “อิน” กับแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงกันพอสมควร​

“เหล่าคนที่อยากเป็นผู้ดี” จึงมักมองเหยียด คนรวยใหม่ ชนชั้นกลางใหม่ หรือคนที่อยากยกระดับฐานะตนเอง ว่า แม้จะสามารถเลื่อนชนชั้นขึ้นมาได้ แต่ยังคง “ไร้รสนิยม” อยู่วันยังค่ำ แถมดูจะเป็นพวก “โลภมาก” และโดนแช่งให้ “ลาภหาย” บ่อย ๆ เพราะมีแต่ความเจริญทางวัตถุ แต่ไร้ซึ่ง “ความเจริญทางจิตใจ

ส่วนคนรากหญ้าก็ดูจะถูกทำให้เป็น “วัตถุแห่งความสงสาร (Object of Sympathy)” ให้คนอยากเป็นผู้ดีใช้แสดงออกถึงจิตใจที่สูงส่งของตน (ที่ช่างใจบุญสุนทาน) รวมถึงการได้โรแมนติไซซ์คนทุกข์ยากที่กัดฟันสู้ความลำบาก ว่า อาจ ได้รับรางวัลตอบแทนความพยายามในสักวันหนึ่ง เหมือนที่เรา ๆ เคยเห็นในรายการทีวีที่เลือกคนแค่หยิบมือมานำเสนอให้สังคมได้ซาบซึ้งกับความพยายามสู้ชีวิต แถมยังทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า “ชีวิตเราช่างโชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสมากกว่าเขา เราเองก็อย่าบ่นกับชีวิตนักเลย พอใจกับสิ่งที่เรามีดีกว่า”

แต่หากคนรากหญ้าเหล่านั้นดูจะไม่สู้ชีวิต ใช้เหล้าบุหรี่เป็นความสุขระยะสั้น ก็มักจะถูกมองว่าเกียจคร้าน ได้แต่แบมือขอ รัฐต้องเจียดเงินภาษีไปอุ้ม แถมยังมาใช้สิทธิการรักษาพยาบาลแบบเปล่า ๆ ปลี้ ๆ เพราะไม่รู้จักรักษาสุขภาพตัวเองอีก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรสนิยมของคนรากหญ้าที่มักโดนนำมาใช้เป็นคำล้อเลียนบ่อย ๆ ฉันเองก็เคยโดนล้อว่า “ใส่เสื้อเหมือนคนตัดอ้อยเลย” ตอนใส่เสื้อลายสก็อต เพียงแต่ตอนนั้นฉันอาจจะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความหมายโดยนัยของการล้อเลียนที่จงใจทำให้ผู้ฟังรู้สึกต่ำต้อยและอับอาย รู้เพียงแค่ผู้พูดพูดในท่าทีล้อเลียนเท่านั้น (ฉันที่เคยถามเขาไปตรง ๆ ว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ไม่ได้รับคำอธิบาย เพิ่งมารู้เอาทีหลังว่าแม้แต่ตัวผู้ล้อเองก็มักไม่อยากอธิบายถึงการกระทำที่ดูเหมือนการดูถูกคนอื่น เพราะขัดกับคุณค่าแบบผู้ดีที่ควรใจบุญสุนทานต่อคนที่ด้อยกว่า ส่วนคนในชนชั้นเดียวกันก็มักจะรู้กันว่า มันสื่อถึง “ความไร้รสนิยม” เป็นหลัก) ฉันที่ไม่รู้ประสาในตอนนั้นจึงตีความไปเองว่า เขาคงหมายถึงเราโง่ที่ไปซื้อเสื้อเหล่านี้ในราคาแพง ทั้งที่คนตัดอ้อยสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก

ในเย็นวันเดียวกัน ฉันจึงขอให้เพื่อนสนิทพาฉันไปตลาดนัดเปิดท้าย แล้วซื้อเสื้อลายสก็อตมาเพิ่มอีกสามตัวในราคาถูก พร้อมใส่โชว์ความฉลาดที่ฉันคิดไปเองอย่างภาคภูมิใจอยู่พักใหญ่ แม้จะมารู้ความในภายหลัง ฉันก็ยังใส่เสื้อเหล่านั้นอยู่ดี เพียงแต่จุดประสงค์เปลี่ยนไปเป็นการ “ทำให้คนขัดหูขัดตาเล่น”

ฉันจำได้ว่าเคยโพสต์เรื่องเล่านี้ลงในทวิตเตอร์เพื่อเล่าถึงความซื่อบื้อของตัวเองที่มักตามไม่ทันมุขหรือการล้อเลียนเท่าไร กลายเป็นมีผู้คนมากมายมาแสดงความเห็นว่าเขาก็เคยโดนล้อ(หรือที่เขามองว่ามันคือการ “เหยียด”)ในลักษณะนี้เหมือนกัน จนทำให้รู้สึกอับอาย ไม่กล้าหยิบเสื้อเหล่านั้นมาใส่ หรือทำในสิ่งที่ตัวเองเคยโดนล้ออีก แม้กระทั่งในปัจจุบัน หลายคนก็ยังเก็บมาเป็นปมความกลัวคำตัดสินลักษณะนี้อยู่ และรู้สึกเหนื่อยที่ต้องมาคอยแคร์สายตาคนอื่นตลอดเวลา

เรื่องที่ฉันหยิบยกมาเล่าขำ ๆ เลยกลายเป็น “การปลดล็อก” ความกังวลของพวกเขา และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาไปซะอย่างนั้น (ฉันคิดว่าการล้อเลียนลักษณะนี้น่าจะมีผลกับชนชั้นกลางมากเป็นพิเศษ ไว้ฉันจะเขียนข้อสังเกตนี้ในบทความหน้า)


ผู้ดี(ย์) = คนมีมารยาท?

หลังจากฟังประสบการณ์ร่วมของหลาย ๆ คนที่มาเล่าสู่กันฟัง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งของการกระทำที่ “เหล่าคนอยากเป็นผู้ดี” พวกนี้ไม่อยากยอมรับ แต่กลับเก่งในเรื่องการตั้งบรรทัดฐานหรือค่านิยมที่เอาไว้ใช้ตัดสินคนอื่น

ฉันสังเคราะห์ว่า แท้จริงแล้ว “สมบัติผู้ดี” และ “คุณธรรมที่ดูสูงส่ง” เหล่านี้ ดูจะเป็นการยึดถือใน เชิงรสนิยม” และ “ทุนทางสัญลักษณ์ (symbolic capital)” ที่ทำให้ตนได้รับการยอมรับทางสังคมเสียมากกว่า เพื่อจะบอกว่า “ฉันคือใคร และมีอะไรดี”

จึงเป็นคนกลุ่มเดียวกันนี้เอง ที่มักสรรหาถ้อยคำดูถูกดูแคลนคนที่ทำตัวผิดแผกไปจากค่านิยมที่พวกเขายึดถือและพยายามรักษามันไว้แบบเลือดตาแทบกระเด็น ด้วยการฉาบมันไว้ผ่านการยกยอว่ามันคือ “การด่าแบบผู้ดี”

ฉันสงสัยต่อไปว่า ทำไมคนเราจึงอยากเป็นผู้ดี หรือมองเหล่าผู้ดีในแง่ดีกันขนาดนั้น? ทั้งที่เหล่าผู้ดีในวรรณกรรม (ที่อาจสะท้อนประวัติศาสตร์บางส่วน) ล้วนเต็มไปด้วยความซาดิสต์ โดยเฉพาะการทารุณกรรมทาส หรือแม้แต่การ incest

ส่วนคุณธรรมหรือสมบัติที่ “ผู้ดีจริง ๆ” ยึดถือกัน ฉันมองว่ามันเป็นการทำเพื่อรักษาเกียรติหรือนามสกุลในเชิง virtue ที่เป็นอำนาจทางสัญลักษณ์ เป็นกลไกควบคุมสังคม และใช้แบ่งเขา-แบ่งเราในทางชนชั้นว่าใครเป็นผู้ดีหรือไพร่ ในขณะที่ไพร่ชนชั้นกลางที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้ดีมักใช้มันในฐานะเครื่องยกระดับทางจิตใจว่า “ตนมีความเป็นมนุษย์และความเจริญทางจิตใจ (มากกว่าใคร)” ที่หลังจากนั้นไม่นาน “จิตสำนึก” เหล่านี้ก็จะถูกใช้เป็นกลไลควบคุมทางสังคมหรือตัดสินกันเองในหมู่ไพร่อีกต่อ เพื่อจะกีดกัน เบียดขับ ตีตรา และคว่ำบาตรคนที่ “ไร้จิตสำนึกแบบผู้ดี” ออกไปจากสังคม

เขียนมาถึงตรงนี้ ฉันมองว่าชนชั้นนำไทยประสบความสำเร็จในการสร้างจิตสำนึกให้สังคมนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำให้คำว่า “สมบัติผู้ดี” กลายเป็นคำที่ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นคำทั่ว ๆ ไป ไว้ใช้อธิบายถึง “คนมีมารยาท” เพียงเท่านั้น

แถมทำให้สังคมใช้เวลาและความคิดสร้างสรรค์ไปกับการ “คิดคำด่าแบบผู้ดี” ให้ออกมาเจ็บแสบ ดูถูกดูแคลน ลดทอนคุณค่าของคนที่ไม่ปฏิบัติตัวตามครรลอง โดยมักจะผูกโยงถึงเรื่องชนชั้น ฐานะ ระดับการศึกษา ซึ่งความตลกร้ายอีกข้อคือ แม้แต่คำว่า “ไพร่” ก็กลายมาเป็นคำดูถูกเหยียดหยามกันเองในหมู่ไพร่ด้วยกัน


อีดอกทอง

หากสังเกตต่อไป คำด่าที่แสดงถึงสิ่งที่ตรงข้ามลักษณะความเป็นผู้ดีในเรื่อง “เพศ” ก็มักมีบัญญัติไว้ใช้กับผู้หญิงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ หรือที่เรียกกันว่า “Slut Shaming” โดยใช้กำกับทั้งการวางตัว การแต่งกาย และการแสดงออกทางเพศ เช่น คำว่า ไร้ยางอาย ไม่รักนวลสงวนตัว สำส่อน ร่าน แรด นางเริงเมือง ดอกทอง อีพริ้ง ลำยอง ฯลฯ

จึงไม่เหนือความคาดหมายของฉันนัก ที่ “คำผกา” ที่ทำตัวแหกขนบผู้ดีมาแต่ไหนแต่ไร มักจะถูกด่าด้วยคำถ้อยคำลักษณะนี้เป็นประจำ แม้ว่าดราม่าของเธอจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เลยก็ตาม ฉันเลยสงสัยต่อไปอีกว่า คุณธรรมหรือศีลธรรมแบบไหนกันแน่ที่เหล่าคนอยากเป็นผู้ดีมองว่าสังคมควรปฏิบัติ และแบบไหนคือการกระทำต่ำทราม? โดยเฉพาะต่อผู้หญิงแบบคำผกา

ฉันไม่ได้สงสัยเพราะสงสารที่คำผกาโดนด่า (เพราะนามปากกาของเธอก็แปลว่าดอกทองแต่แรกอยู่แล้ว) หรือมาชี้ว่าการกระทำของเธอถูกหรือผิด เพียงแต่คุณลักษณะจำพวกนี้มักถูกโยงมา “ด่าพ่วง” เสมอ แม้แต่ส.ส.สิริลภัสเองที่อ้างถึงหนังสือสมบัติผู้ดีก็เช่นกัน ฉันจึงมองคำผกาในฐานะตัวแสดงที่เป็นขั้วตรงข้ามกับคุณสมบัติและคุณธรรมเหล่านี้เป็นหลัก


นางเอกในฐานะผู้รักษาความดีและพระเอกขี่ม้าขาว

หลังจากใคร่ครวญถึง “ตัวแบบ” ที่เหล่าคนอยากเป็นผู้ดีมองว่าแบบนี้เรียกว่าดีและน่าเอาเยี่ยงอย่าง สิ่งที่ฉันนึกออกไว ๆ ว่าพอจะสะท้อนสำนึกร่วมลักษณะนี้ของสังคมได้ ก็ไม่พ้น “ละครน้ำเน่า (soap opera)” สื่อบันเทิงที่ดูจะเข้าถึงผู้คนง่าย เป็นที่มาที่ทำให้คำด่าหลายคำกลายเป็นไวรัล ไปจนถึงการนำเสนอชุดคุณค่าต่าง ๆ ผ่านการแบ่งฝ่ายดี-ชั่ว ธรรมะ-อธรรม

โดยฝั่ง คนดี ที่ไม่ว่าจะนิสัยเรียบร้อยหรือแก่นแก้ว ก็มักเป็น ผู้ที่คิดอะไรด้วยจิตกุศล ไร้ซึ่งความโลภและการมุ่งหวังผลประโยชน์ ทุกการกระทำนั้นล้วนออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ในขณะที่ฝั่ง คนชั่ว มักเป็น คนขี้อิจฉาริษยา คิดแต่แผนชั่ว เห็นแก่ตัว ทำอะไรหวังผลประโยชน์ หลอกลวง หักหลัง ตระบัดสัตย์

ตัวละครในละครน้ำเน่าที่ฉันมองว่าเป็นภาพสะท้อนศีลธรรมและคุณค่าภายใต้นิยามของ “สมบัติผู้ดี” มากที่สุด ก็หนีไม่พ้นตัวละครนางเอก

และ “ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้” ดูจะเป็นคุณลักษณะที่นางเอกหลายเรื่องต้องมี

ฉันไม่ได้จะด้อยค่าศักดิ์ศรีอะไรทำนองนี้หรอก เพราะมันเป็นความภาคภูมิใจส่วนบุคคลที่ใครอยากมีก็ย่อมมีได้ ฉันเพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า ศักดิ์ศรีลักษณะนี้ (สำหรับไพร่แบบเรา ๆ ที่ไม่มีทั้งสมบัติและเกียรติยศแบบผู้ดี) ทำงานอย่างไรในเส้นเรื่องของละครน้ำเน่า

ที่แม้ว่านางเอกจะอาภัพอับโชค ไร้เงินทองและความเจริญทางวัตถุมาคอยเกื้อหนุนชีวิต โดนกลั่นแกล้ง รวมถึงเจอบททดสอบทางศีลธรรมมากมาย แต่ก็ยังคงเส้นคงวาอยู่ในครรลองของความดี (ที่เหล่าคนอยากเป็นผู้ดียอมรับ) แถมยังสามารถรักษาเยื่อพรหมจรรย์ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ ศักดิ์ศรี และมูลค่าในตัวของเธอได้ จนกว่า “ฟ้าจะมีตา” ซึ่งมักจะมาในรูปแบบพระเอกขี่ม้าขาวที่แม้ว่าแรก ๆ อาจจะเข้าใจเธอผิดไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จะชื่นชมว่าเธอสามารถรักษาความดีและความบริสุทธิ์ไว้ได้ (หรือหากจะเสียตัวก็ต้องเสียให้พระเอกเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นการขืนใจก็ตาม ในแบบที่พระเอกจะตกใจว่า “ว้าว! นี่เธอยังบริสุทธิ์อยู่หรือนี่!”)

ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้เหล่านี้จึงไม่ใช่ศักดิ์ศรีที่ขึ้นอยู่กับการมีกินหรือการมีทรัพย์สมบัติในแบบผู้ดีจริง ๆ เขามีกัน แต่ถูกนำเสนอผ่าน “ความเจริญทางจิตใจ” หรือ “ความดี”

ไม่ว่าจะเป็น การวางตัวอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี (ที่ไม่ค่อยถูกตั้งคำถาม) ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่วัตถุนิยม ไม่ถ่อยเถื่อน ไม่ร่าน (ต่อให้ใจจะอยาก แต่ปากต้องแกล้งทำเป็นบอก “ไม่” ไว้ก่อน) และมีความรักนวลสงวนตัวที่มีเยื่อพรหมจรรย์เป็นเครื่องยืนยัน โดยมีนางเอกเป็นผู้ทำหน้าที่ในการรักษาคุณค่าเหล่านี้ไว้

ส่วนคนที่วางตัวไม่เหมาะสมและไม่ประพฤติตนในขนบศีลธรรมอันดีที่เรามักเห็นกันใน บทนางร้าย ก็มักมีจุดจบที่สังคมมองว่า “สมควรแล้ว” ไม่ว่าจะเป็น การถูกข่มขืน คนรุมรังเกียจ ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือฆ่าตัวตาย ซึ่งสร้างความสะใจให้ผู้ชมว่า “คนทำชั่วได้ชั่ว”

จากคุณค่าเหล่านี้เอง ทำให้เมื่อมีดราม่าอะไรก็ตาม ผู้หญิงมักโดนประณามและตั้งคำถามผ่านเลนส์การมองเชิงคุณค่าทางเพศมากกว่าเสมอ ต่อให้คุณจะเป็นเหยื่อ ก็อาจโดนถามว่า “ตอนเกิดเหตุแต่งตัวยังไง?” (ที่สังคมยุคนี้วิจารณ์กันมากขึ้นว่าเป็นการผลิตซ้ำวัฒนธรรมแบบ victim blaming)

ในขณะที่ บทพระเอก (โดยเฉพาะในสังคมแบบปิตาธิปไตย) มักถูกมองเป็น “ผู้ทำหน้าที่ปกป้อง” ที่สามารถตัดสินว่าอะไรคือความดีที่ควรค่าแก่การปกป้อง และเป็นผู้รับรองความดีของนางเอก กล่าวคือ พระเอกจะโง่ ตาถั่ว ซื่อบื้อ สันดานเสีย เจ้าชู้ หรือจะเป็นนักข่มขืนก็ได้ ขอแค่ “ตาสว่าง” ก่อนเรื่องจบก็พอ แถมยัง “ได้รับรางวัล” อย่างนางเอกแสนดีมาครอง โดยนัยยะคือ พระเอกเองก็อยู่ในฝ่ายธรรมะ และคู่ควรกับความดีนั้นโดยไม่ต้องทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าแบบที่นางเอกต้องยึดถือไว้นัก ขอแค่ทำหน้าที่ฮีโร่ให้ดีหน่อย และยอมลงหลักปักฐานแบบผัวเดียวเมียเดียวในตอนจบ

มาตรฐานทางศีลธรรมและหลักการที่เหล่าคนดีหรือคนที่เชียร์ฝั่งธรรมะยึดถือกันโดยมาก จึงมักสงวนความเห็นใจไว้ใช้กับเหล่าคนดีด้วยกัน ไม่ก็ คนคนนั้นต้องลำบากและมีความเป็นชายขอบมากพอให้สงสาร จะได้ใช้เอมพาธีกันอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ส่วนพวกคนชั่ว ๆ ในฐานะ “ศัตรูร่วมของคนดี” ก็ควรรับผลกรรมเพื่อให้เหล่าคนดีได้สามัคคีเกาะกลุ่มกันไว้รอชมจุดจบหรือรุมประชาทัณฑ์อย่างสะใจไปด้วยกัน ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันพลังของความดีที่จะมาปราบฝ่ายอธรรมให้สิ้นซาก


ละครสะท้อนอะไร?

ปัญญาชนหลายคนอาจกำลังคิดว่า “คงไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ดูละครน้ำเน่าพวกนี้ โดยเฉพาะปัญญาชนแบบฉัน หรือถึงดูก็ไม่ได้อิน” แต่ละครไม่ใช่สื่อเดียวที่ทำงานกับความคิดของเรา เพียงแค่มันเป็นตัวอย่างที่ยกมาเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดที่สุด และสะท้อนเลนส์การมองของสังคมที่คนมักจะรีบแบ่งดี-ชั่วกันไว หากใครถูกมองว่าชั่วไปแล้ว ก็จะถูกตีตราในทุกการกระทำต่อจากนั้น จุดโฟกัสของการวิจารณ์หรือการนำเสนอข่าวผ่านสื่อก็จะเริ่มวนเวียนอยู่ในเรื่องที่คนนั้นทำชั่วอย่างไร แม้ว่ามันจะเป็นการทึกทักบนทฤษฎีสมคบคิดก็ตาม

ส่วนความดีและหลักการใด ๆ (ที่พลวัตรไปตามค่านิยมที่เป็นเทรนด์ช่วงนั้น) ก็มักถูกนำมาใช้กำกับผู้อื่นในเชิงศีลธรรม โดยเฉพาะการคาดหวังว่าคนอื่นจะมี moral high ground แบบตัวเอง ในขณะเดียวกัน ก็ถูกนำไปแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจความลำบากและอุปสรรคของคนที่ตนมองว่าเขาเป็นคนดี (จนกว่าเขาจะทำให้ผิดหวัง หรือทำอะไรที่ดูจะเป็นการทรยศหักหลัง)

และที่ฉันนำเอากรอบการมองเรื่องเพศมาใช้มองประเด็นเหล่านี้ เพราะฉันอยากให้ผู้อ่านมองเห็นตัวแสดงที่โดนความดีเหล่านี้กำกับ ซึ่งผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าในตัวแสดงแต่ละเพศก็โดนกำกับต่างกัน

การที่เรานำเอาเลนส์ทางเพศมาวิเคราะห์ละคร วรรณกรรม หนัง หรือสื่อใด ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมในโลกนอกละครที่ “อิน” กับคุณค่านั้น ๆ จะโดนจำกัดว่าต้องเป็นเพศเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง และมีบทบาทในแบบเดียวกันเสมอไป

ฉันจึงอยากชวนผู้อ่านให้ลองมองบทนางเอกในเชิง “ภาพแทนของชุดคุณค่าหนึ่ง ๆ” เป็นหลัก ซึ่งสำหรับฉัน บทนางเอกไม่ได้สะท้อนเพียงแค่บรรทัดฐานและแนวปฏิบัติที่ผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้ต้องมี แต่บทนางเอกยังเป็นภาพแทนของ”ความดี/หลักการที่ควรถูกปกป้อง”, “ผู้ที่มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความดี” และเป็น “ถ้วยรางวัลที่จะเป็นเครื่องยืนยันอำนาจของผู้ทำหน้าที่ปกป้องและตัดสินว่าอะไรคือความดี”

ในสังคมที่คนต่างอยากเป็นคนดีและผู้ดี คุณก็อาจเป็นได้ทั้งตัวละครนางเอกและพระเอกไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะพระเอกที่สบายใจกับการใช้ “อำนาจแห่งความดี” ตัดสินคนอื่น และมักอ้างว่าการกระทำของตนนั้น “ทำไปในนามของความดี” (แล้วค่อยไปตาสว่างกันทีหลัง)

เพียงแต่ในสังคมที่ยังมีรากทางวัฒนธรรมที่ยังมีความเป็นปิตาธิปไตทำให้คุณค่าความดีดังกล่าวมีส่วนทับซ้อนกับคุณค่าความเป็นหญิงตามที่เรา ๆ ได้เห็นผ่านภาพสะท้อนในละคร และนี่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เรามีคำด่าที่ผู้ดีใช้สำหรับการ slut shaming กันมากมาย

เมื่อฉันกล่าวถึง “ปิตาธิปไตย” ฉันกำลังพูดถึงมันในเชิง “ระบอบ” ที่ไม่ได้มีเพียงผู้ชายเป็นผู้เล่น เพราะความตลกร้าย (อีกแล้ว) คือ ผู้หญิงด้วยกันต่างหากที่เป็นตัวแสดงหลักในการปกป้องภาพแทนของความดีที่ผูกติดแนบแน่นกับคุณค่าความเป็นหญิง ผ่านการตรวจตรา จับผิด จัดระเบียบ เบียดขับ และกีดกันกันเองในหมู่ผู้หญิงด้วยกัน

“ผู้หญิงในระบอบปิตาธิปไตย” จึงไม่ได้กำลังปกป้องกันและกันในฐานะเพื่อนร่วมเพศ แต่เป็น “ผู้ร่วมกันปกป้องภาพแทนของความดี” เพื่อพิสูจน์คุณค่าความเป็นหญิงของตนเองไปพร้อมกัน และยังเป็น “ผู้ลงทัณฑ์กันและกัน” หากมีใครที่ทำตัวหลุดขนบ หรือทำให้ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีความเป็นหญิงสั่นคลอน (ซึ่งในหลายครอบครัว คนที่สอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูกสาวเป็นคนแรกก็คือแม่)

รวมถึงไอเจ้า stereotype ที่ว่าผู้หญิงชอบแก่งแย่งชิงดี หรือจิกกีกันเองแบบที่เราเห็นกันในละคร ก็ใช่ว่าจะไม่จริงไปเสียทีเดียว เพราะในระบอบที่สังคมยังมอบอำนาจให้ผู้ชายเป็นผู้ตัดสินและยืนยันว่า “คนไหนเป็นผู้หญิงที่ดี หรือมีคุณสมบัติเป็นแม่ของลูก” (ต่อให้ในปัจจุบันดูจะลดไปบ้างแล้วและเหมือนกำลังจะก้าวหน้าไปในทางที่ดี?) ผู้หญิงก็มักมีแนวโน้มจะหันมาทำลายและลดทอนศักดิ์ศรีด้วยการตีตราและ slut shaming ใส่กันเอง เพื่อให้ตนเป็น “ตัวเลือกที่ดีที่สุด” โดยเฉพาะในบรรทัดฐานของสังคมผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) รวมไปถึงในสถานที่ทำงานที่ต้องแข่งขันกันในเชิงความก้าวหน้า หรือแม้แต่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็ตามที่มีผู้หญิงสักคนถูกหมั่นไส้

ที่ฉันเขียนไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในเชิงปัจเจก เรา ๆ ในฐานะผู้หญิงอาจจะรักหรือเกลียดกันก็ได้จากการปฏิบัติตัวต่อกัน แต่ในเชิงสังคมที่ยึดถือปฏิบัติ “สมบัติผู้ดี” ที่สะท้อนคุณค่าการแบ่งลำดับต่ำสูงทั้งในเชิงชนชั้น ฐานะ และเพศเหล่านี้ “เราต่างเป็นศัตรูกันโดยบทบาท” จนกว่าเราจะเห็นว่าศัตรูที่แท้จริงคืออะไร ตรงนี้ฉันก็ขอให้เครดิตเฟมินิสต์ทุกคนที่ทำให้สังคมเราขับเคลื่อนมาจนถึงจุดที่พอจะก้าวหน้าขึ้นบ้างได้


สังคมก้าวหน้า (กี่โมง?)

อ่านมาถึงตรงนี้ ฉันหวังว่าผู้อ่านคงไม่ได้ตีความแบบสุดโต่งว่าฉันกำลังส่งเสริมให้คนมาเป็นคนชั่วกันให้หมดหรอกนะ เพราะฉันเพียงอยากชี้ชวนให้สังคมลองตั้งคำถามกับความดี หรือไอที่เราเรียกกันว่า “สมบัติผู้ดี” กันบ้าง โดยเฉพาะในหมู่คนที่เชื่อว่าตนเป็นคนหัวก้าวหน้าที่อยากขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเจริญ หรืออยากเห็น “คนเท่ากัน” อะไรก็แล้วแต่

ย้อนกลับไปที่คำถามข้อแรกที่ฉันตั้งไปช่วงต้น ๆ ของบทความ ว่า “แท้จริงแล้วสังคมควรใช้วิจารณญาณแบบใดเรียนรู้ที่จะรู้จักเคารพผู้อื่น (โดยเฉพาะในประเด็นละเอียดอ่อน) ?” ฉันคิดว่าคนที่จะตอบเรื่องนี้ได้ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว

แต่ก่อนหน้าที่เราจะไปกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ จนกลายมาเป็นสมบัติผู้ดีเฟสสอง ฉันมองว่าเราควรทบทวนรากฐานทางความคิดและวัฒนธรรมของสังคมเราให้มาก อย่างพวกคำประเภท “ความเคารพ”, “มารยาท”, “กาลเทศะ”, “ผู้ดี” ในความหมายของสังคมเราเป็นอย่างไรกันแน่ และผูกโยงอยู่กับชุดคุณค่าแบบไหน อะไรบ้างที่เราอยากเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้ความเคารพในแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาคำที่มีนัยยะการแบ่งชนชั้นหรือความอาวุโสเกิดขึ้นได้จริง

รวมถึงคนที่เคลมว่าจะมาทำเพื่อสังคม และไม่ได้กำลังโรแมนติไซซ์อะไรก็ตามแบบสลิ่มเฟสหนึ่งที่มองคนไม่เท่ากัน คุณเคยสำรวจเลนส์การมองคนทุกข์ยากที่คุณ “อยากไปปลดปล่อยเขา” บ้างหรือยัง ว่าคุณมองเห็น agency หรืออำนาจ/ความสามารถในการกระทำการและการตัดสินใจของเขาอย่างไรบ้าง

หรือคุณยังอินกับแนร์เรทีฟแบบถ้ำของเพลโตที่คุณเป็นคนเดียวที่รู้ว่าแสงอาทิตย์นอกถ้ำหน้าตาเป็นเช่นไร และคิดแทนว่าคนที่มองไม่เห็นในแบบเดียวกันกับคุณคือคนที่ยังโง่งมอยู่ในความมืด จึงต้องรีบช่วยพวกเขาจากการ “ถูกหลอก” ด้วยการคิดค้นคำด่าแสนเจ็บแสบที่ทำให้เขารู้สึกผิดและอับอายกับความโง่เมื่อคุณจูงใจเขาให้เชื่อแบบคุณไม่สำเร็จ ไปจนถึงการใช้เอมพาธีอย่างลักลั่น เลือกที่รักมักที่ชัง และผูกขาดจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ไว้แค่สำหรับคนที่คิดเหมือนตัวเอง

ฉันพูดหมดนี้ในเชิงการปฏิบัติเมื่อถึงเวลาต้องปรับใช้หลักการก้าวหน้า ๆ พวกนี้ในสถานการณ์จริงน่ะนะ ไม่ใช่คำพูดสวยหรูเป๊ะตามตัวอักษรที่ใคร ๆ ก็พูดได้ และมักจะนำมาใช้พูดในจังหวะที่มันไม่ matter แล้ว หรือไม่ทันการณ์เสียแล้ว


ส่งท้าย

ข้อสังเกตเหล่านี้คือสิ่งที่ฉันคิดต่อยอดจากดราม่าระหว่าง

คำผกา – ผู้หญิง Gen X แหกขนบ ปากร้าย ทำผิดศีลธรรมสังคม ผิดสมบัติผู้ดี ผิดจริยธรรมสื่อ บุลลีในเรื่องที่ควรถูกมองว่าเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และอาจจะอีกหลายผิดในหมู่สังคมก้าวหน้าที่มองว่ามาตรฐานมันควรจะดีกว่านี้ และสังคมต่างก็รับทราบร่วมกันว่าความผิดเหล่านี้ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ เพราะถูกกระทำออกมาตรง ๆ จนดูคล้ายว่าไม่ได้วิเคราะห์ผ่าน “สมองส่วนหน้า” (ในนิยามของคุณหมอท่านนั้นที่คนส่วนหนึ่งสมาทานเอามาใช้ด่าคนอื่น) และไม่ผ่านหลักการใด ๆ ทั้งในเรื่องสุขภาวะทางจิตและเรื่องความหลากหลายทางเพศ

และ

ส.ส.ที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นเชิงก้าวหน้า – ที่ใช้ “สมบัติผู้ดี” วินิจฉัยแปะป้ายโรคทางจิตเภทในเชิงการตีตราคนไร้มารยาทอย่างคำผกา ทั้งที่ตนเป็นคนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไปจนถึงจัดแจงกิริยามารยาทผู้อื่นผ่าน “หนังสือสมบัติผู้ดี” ที่แท้จริงแล้วควรเป็นศัตรูของเหล่าไพร่และเฟมินิสต์ เพียงแต่ความผิดมันคงจะไม่เด่นชัดเท่าไรนักในสังคมที่นิยมความดีงามและความก้าวหน้าในเชิงรสนิยม

ฉันเชื่อว่าเราทุกคนในฐานะผู้ชมดราม่าต่างก็มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ส่วนฉันเองก็ใช้เสรีภาพนั้นในแบบของฉัน และก็ต้องขอออกตัวว่า ฉันไม่ได้สนใจจะใช้เลนส์การมองเชิงเปรียบเทียบว่าใครดีเลวกว่าใครในสมการนี้ (เนื่องจากฉันมักเจอกรอบคำถามเช่นนี้บ่อย ๆ ไปจนถึงการพาลไปด่าคนอื่น ๆ เพราะผู้ถามคิดแบบแบ่งฝ่ายไปเอง แล้วทึกทักว่าคนนั้นคนนี้เข้าข้างใคร จี้ให้คนเขาเลิกคบกัน เพราะ “อินั่น” จะได้มีจุดจบแบบตัวร้ายในละครแบบที่ตัวเองวาดไว้)

ส่วนใครอยากจะเลือกบทไหนในละครเรื่องนี้ จะเป็นนางเอกที่รักษาไว้ซึ่งสมบัติผู้ดี และเชื่อว่า “เวลาจะอยู่ข้างเรา” พระเอกที่ไล่ตามแสงอาทิตย์แห่งปัญญา คอยปกป้องคนดี คนทุกข์ยาก และตัดสินว่าอะไรคือความดี-ความชั่ว หรือจะเป็นตัวร้ายที่บุลลีคนอื่นและโดนแช่งให้โดนกรรมตามสนอง ไม่ก็โดน so-called “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ไล่ตามทันเข้าสักวัน

ก็แล้วแต่คุณ

หรืออยากจะเขียนบทใหม่เองเพื่อทำให้สังคมได้ออกจากกรอบละครน้ำเน่าหรือวาทกรรมแบบขวา ๆ พวกนี้สักที ก็ได้เช่นกัน

การใช้ freedom of speech ของฉันต่อประเด็นนี้คงจบไว้แต่เพียงเท่านี้